Management
for Developers
เมื่อ Dev เข้าใจ Management — ทีมทำงานได้เร็วขึ้น ปัญหาลดลง และ Career เติบโตแบบก้าวกระโดด
Methodologies
Roles
Sprint
Documents
Digital Product
02 / 37
Product คืออะไร?
Product ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชัน แต่คือ "ทุกสิ่ง" ที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา (Pain Point)
ล้างจาน น้ำยาล้างจาน
หิว ไมโครเวฟ
หลงทาง Google Maps
ล้างจานคราบมันไม่ออก
ปัญหาที่ทุกคนเคยเจอ ความหงุดหงิดนี้ทำให้เกิด 'น้ำยาล้างจาน' ขึ้นมา
Pain Point → Product
หิวแต่ขี้เกียจทำอาหาร
ไม่อยากเสียเวลาทำกับข้าว จึงเกิด 'ไมโครเวฟ' ที่อุ่นอาหารได้ในไม่กี่นาที
Pain Point → Product
หลงทาง จำทางไม่ได้
ต้องถามทางตลอด เลยเกิด 'Google Maps' ที่นำทางได้ทุกที่ทุกเวลา
Pain Point → Product
Digital Product
03 / 37
Digital Product — ข้อได้เปรียบ & จุดเด่น
ทำไมยุคนี้บริษัทถึงฮิตสร้าง Digital Product? และมี "พลังวิเศษ" อะไรที่ Physical Product ทำไม่ได้
Digital Product
กระจายสินค้าง่าย
ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างรถขนส่ง แค่อัปโหลดขึ้น Store ก็เข้าถึงคนได้ทั่วโลกทันที
Distribution
อัปเดตง่าย ต้นทุนต่ำ
ไม่ต้องรื้อสายพานผลิตใหม่ แค่กดปล่อยอัปเดต ผู้ใช้ทุกคนก็ได้ฟีเจอร์ใหม่ทันที
Fast Updates
Scalability
ต้นทุนดูแลลูกค้า 10 คน กับ 1 ล้านคน แทบไม่ต่างกัน
Data-Driven
เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ได้ละเอียดยิบ รู้ว่าคนกดปุ่มไหนเยอะสุด
Continuous Improvement
มี Data + อัปเดตง่าย = ปรับปรุงได้ตลอดเวลา (Iterative)
Digital Product
04 / 37
ทีมสร้าง Digital Product — 3 ทหารเสือ
Digital Product ที่ดี ต้องเกิดจากความสมดุลของ 3 ฝ่าย — ขาดฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้
3 ทหารเสือ
Business
Product Manager / Product Owner /
Business Analyst
ตอบคำถาม: จะทำอะไร? ทำไมต้องทำ?
โฟกัส: หาปัญหาที่แท้จริง กำหนดทิศทาง
ดูแลเป้าหมายธุรกิจ & รายได้
What & Why
Design
UX/UI Designer
ตอบคำถาม: ออกแบบอย่างไรให้ใช้งานง่าย?
โฟกัส: User Experience & ความสวยงาม
จัดวางหน้าจอให้เข้าใจง่าย
How — Usable
Tech
Software Engineer / Developer
ตอบคำถาม: สร้างมันขึ้นมาได้จริงอย่างไร?
โฟกัส: เขียนโค้ด สถาปัตยกรรมระบบ
ทำให้ระบบใช้งานได้จริง & ไม่ล่ม
How — Build
Opening
05 / 37
ทำไม Dev ต้องรู้เรื่อง Management?
ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อ Dev ไม่เข้าใจ Process — และโอกาสที่เปิดกว้างเมื่อเข้าใจ
Professional Journey
ปัญหาที่เจอ
Requirement เปลี่ยนบ่อย ไม่รู้จะถามใคร ทำงานซ้ำซ้อน Deadline พลาดเพราะ Scope บาน
Pain Points
เมื่อเข้าใจ Process
สื่อสารกับทีมได้ตรงจุด เข้าใจ Priority Estimate งานได้แม่นยำ ลดการทำงานซ้ำ
Benefits
Career Path
Tech Lead, Engineering Manager, CTO — ทุกตำแหน่งต้องการทั้ง Technical + Management Skills
Growth
Module 1 · Methodologies
06 / 37
Waterfall vs Agile
สองแนวคิดหลักในการบริหารโปรเจค — แบบไหนเหมาะกับงานแบบไหน?

Waterfall

Sequential
Waterfall Model
เหมาะกับ: Requirement ชัดเจน ไม่เปลี่ยนบ่อย
ไม่เหมาะ: โปรเจคที่ต้อง flexible ปรับเปลี่ยนได้

Agile

Iterative
Agile Methodology
เหมาะกับ: Requirement เปลี่ยนได้ ต้องการ feedback เร็ว
ส่งมอบงานทีละ increment — เห็นผลลัพธ์เร็ว
Module 1 · Methodologies
07 / 37
Scrum คืออะไร? — ภาพรวมทั้งหมด
จาก Mindset สู่ Framework สู่ตำแหน่งในทีม — ทุกอย่างเชื่อมกัน
Waterfall
วางแผนจบก่อน แล้วค่อยทำ
←→
Agile
ทำทีละนิด ปรับไปเรื่อยๆ
2 ปรัชญาการทำงานที่ต่างกัน
Scrum
Framework ที่ทำตามแนวคิด Agile
แบ่งงานเป็นรอบ Sprint ทุก 2 สัปดาห์
Framework ยอดนิยมของ Agile
Product Owner
ตัดสินใจว่าทำอะไร
Dev Team
ลงมือทำ
Scrum Master
ดูแล process ให้ราบรื่น
3 ตำแหน่งภายใน Scrum
3
Roles
PO · Dev · SM
·
3
Artifacts
Backlog · Sprint · Increment
·
5
Events
Sprint · Plan · Daily · Review · Retro
Module 2 · Roles
08 / 37
บทบาทในทีม — ใครทำอะไร?
PM, PO, BA, Scrum Master — แต่ละคนรับผิดชอบอะไร และ Dev ควรคุยกับใครเมื่อไหร่
Roles Overview
Project Manager
วางแผน Timeline & Budget
บริหาร Risk & Resource
ติดตาม Progress ภาพรวม
สื่อสารกับ Stakeholder
PM
Product Owner
กำหนด Product Vision
จัดลำดับ Backlog Priority
ตัดสินใจ Feature ไหนทำก่อน
Accept / Reject Sprint Result
PO
Business Analyst
วิเคราะห์ Requirements
เขียน User Story & AC
แปลภาษา Business → Tech
ทำ User Flow & Wireframe
BA
Scrum Master
ดูแล Scrum Process
แก้ไข Impediments
Facilitate ทุก Ceremony
Coach ทีมให้ดีขึ้น
SM
Module 2 · Roles
09 / 37
PM · PO · BA — สามบทบาทที่ทำให้โปรเจกต์เดินได้
"เสร็จ · ตรงจุด · แก้ปัญหาได้จริง" — คนละหน้าที่ ไม่ใช่คนละตำแหน่งเสมอไป
PM PROJECT MANAGER
ทำให้ เสร็จ
บริหารเวลา คน และการสื่อสาร ให้ทีมวิ่งไปทางเดียวกันโดยไม่ต้องคอยจี้
สิ่งที่ PM ทำ
• วางแผน Timeline / Milestone
• บริหาร Resource / Dependency
• ติดตาม Progress ภาพรวม
• จัดการ Risk / Blocker
• Assign owner ให้แต่ละงาน
• สื่อสารกับ Stakeholder
PO PRODUCT OWNER
ทำให้ คุ้ม
เลือกทำสิ่งที่ให้คุณค่าสูงสุดก่อน และกล้าปฏิเสธสิ่งที่ยังไม่จำเป็น
สิ่งที่ PO ทำ
• กำหนด Product Vision
• ตัดสินใจ feature "เอา / ไม่เอา"
• จัดลำดับ Priority (Backlog)
• วาง Roadmap ระดับ product
• สร้าง Epic / Feature
• Approve ว่าตรง product goal ไหม
BA BUSINESS ANALYST
ทำให้ ถูก
แปลโจทย์ธุรกิจเป็นข้อกำหนดที่ Dev / QA อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน
สิ่งที่ BA ทำ
• รวบรวม Requirement
• เขียน User Flow / Process Flow
• กำหนด Business Rules / Edge Cases
• เขียน Functional Spec
• แตก Epic → Task ที่ Dev ทำได้
• วิเคราะห์ Impact Analysis
สรุป: PO บอก "ทำอะไร" → BA แตกรายละเอียด "ทำยังไง" → PM ดูแล "เสร็จเมื่อไหร่"
หลายองค์กรคนเดียวสวมทั้ง 3 หมวก — สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตอนนี้กำลังคิดด้วยหมวกใบไหน
Module 2 · Roles · PM
10 / 37
PM — Execution & Team Alignment
สั่งงานให้ชัด สื่อสารให้ทีมคิดต่อเองได้
Goal: บริหารงานให้เสร็จตามเวลา ทีมทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย — ไม่ต้องคอยจี้
1 3W + Self-Commitment Deadline
สั่งงานต้องระบุ Who + What + When เสมอ ถ้าไม่กล้ากำหนดวันเอง ให้ย้ายเดดไลน์ไปเป็นคำมั่นของทีม ด้วยคำถามเดียว
"ทำได้เร็วที่สุดวันไหน?"
2 Content + Intent (What + Why)
บอกเนื้องาน (Content) พร้อมเหตุผล/เป้าหมายภาพใหญ่ (Intent) เพื่อให้ทีม ตัดสินใจแก้ปัญหาหน้างานเองได้ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
สั่งงาน ≠ สั่งให้ทำตาม
3 Outcome-Driven Meeting
ตั้งเป้าผลลัพธ์ของที่ประชุมล่วงหน้า → ส่ง Agenda ก่อน 2–5 วัน → กัน Buffer Time เผื่อตกปัญหา → ปิดด้วย Visual สรุปภาพรวม
ประชุมเพื่อ "ได้ข้อสรุป" ไม่ใช่ "ได้อัปเดต"
🎬 Example Scenario — โจทย์: สั่งทีมทำหน้าเว็บแคมเปญเปิดตัวสินค้าใหม่
● สั่งแบบทั่วไป
"ช่วยทำหน้าเว็บแคมเปญให้หน่อย"
• ใครทำ? เสร็จเมื่อไหร่? ทำไปทำไม?
• ทีมงง ต้องกลับมาถาม หรือเดาเอง
• พอเจอปัญหา = หยุดรอคำสั่ง
● สั่งแบบ PM มือโปร
"พี่บอส ช่วยทำ หน้าเว็บแคมเปญเปิดตัวสินค้า ให้เสร็จ วันพุธบ่าย 3 นะ เพราะเราต้องใช้ เก็บยอดลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันเปิดตัวจริงวันศุกร์นี้"
Who / What / When ครบในประโยคเดียว + Intent ต่อท้าย
ผลลัพธ์: ถ้าวันพุธระบบเชื่อมฐานข้อมูลมีปัญหา (Accident) ทีมจะไม่หยุดทำ แต่จะช่วยคิดวิธีแก้เฉพาะหน้า เช่น ทำฟอร์มสำรอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย "เก็บยอดลงทะเบียนให้ทันวันศุกร์"
Module 2 · Roles · PO
11 / 37
PO — Value Maximization & Prioritization
เลือกทำสิ่งที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม
Goal: ส่งมอบงานที่มีคุณค่าสูงสุดแก่ผู้ใช้และธุรกิจ — ไม่ใช่ส่งมอบให้ครบทุกอย่างที่มีคนขอ
1 Value vs Effort Prioritization
ไม่ทำทุกอย่างที่คนขอ แต่หยิบฟีเจอร์ที่ Value สูง / Effort ต่ำ ขึ้นมาทำก่อนเสมอ
Quick Win มาก่อน
2 MVP First
ปล่อยฟีเจอร์หลักออกไปทดสอบตลาดก่อน ไม่ต้องรอสมบูรณ์ 100% แล้วค่อยเก็บ Feedback มาพัฒนาต่อ
เสร็จ 60% ที่ใช้ได้ > 100% ที่ยังไม่ปล่อย
3 The Art of Saying "No"
ปฏิเสธความต้องการที่ยังไม่จำเป็นของ Stakeholder ด้วย ข้อมูลและลำดับความสำคัญที่ชัดเจน ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก
"ยังไม่ใช่ตอนนี้" ≠ "ไม่ทำ"
🎬 Example Scenario — โจทย์: ทำระบบชำระเงินของเว็บขายสินค้าออนไลน์
● โจทย์ที่ได้รับจาก Stakeholder
• จ่ายผ่านบัตรเครดิต  • สแกน QR
• ผ่อนชำระ  • จ่ายด้วย Crypto
• ระบบห่อของขวัญ
ถ้าทำทั้งหมดพร้อมกัน = รอ 6 เดือน กว่าจะขายของได้ชิ้นแรก
● วิธีแบบ PO มือโปร
• แยกทุกฟีเจอร์ลง Value / Effort Matrix
• เลือก MVP = สแกน QR + จ่ายบัตร ปล่อยใน 2 สัปดาห์แรก ให้ลูกค้าเริ่มซื้อได้ทันที
• ผ่อนชำระ → รอบถัดไปตาม Demand จริง
Crypto + ห่อของขวัญ → Backlog พร้อมเหตุผลที่อธิบายได้
ผลลัพธ์: สร้าง Revenue ให้ธุรกิจได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลา 6 เดือนรอทำทุกฟีเจอร์ให้เสร็จพร้อมกัน — และ Feedback จากผู้ใช้จริงจะเป็นตัวบอกเองว่าฟีเจอร์ถัดไปควรเป็นอะไร
Module 2 · Roles · BA
12 / 37
BA — Deep Problem Solving & Requirement Clarity
อย่าเป็น Order Taker จงเป็นคนหาปัญหาที่แท้จริง
Goal: เคลียร์โจทย์ธุรกิจให้กลายเป็นข้อกำหนดทางเทคนิคที่ชัดเจน — ลด Gap ความเข้าใจระหว่าง Business และ Dev / QA
1 5 Whys — Want vs Need
ถาม "ทำไม" ซ้ำลงไปทีละชั้นราวๆ 5 รอบ เพื่อขุดจากสิ่งที่เขาขอ (Want) ลงไปเจอปัญหาจริง (Need) แทนที่จะรับมาทำตามแบบ Order Taker
"5" คือค่าเฉลี่ยที่มักขุดถึงต้นตอ ไม่ใช่กฎตายตัว — ถึงรากเมื่อไหร่ก็หยุดได้
เขาขอ "ปุ่ม" แต่เขาต้องการ "เวลาที่หายไป"
2 User Story + Acceptance Criteria
เขียนความต้องการให้มีขอบเขตการตรวจรับงานชัดเจน — "ทำอะไร + แค่ไหนถึงเรียกว่าเสร็จ"
ไม่มี AC = เถียงกันตอน UAT
3 Visual Diagram Over Prose
ใช้ Flowchart / Wireframe คุยงานแทนเอกสารตัวหนังสือยาวๆ ดักจับ Logic ที่ตกหล่นได้ตั้งแต่แรก
ภาพ 1 รูป = ประชุมที่หายไป 1 รอบ
🎬 Example Scenario — โจทย์: ฝ่ายบริการลูกค้า (Call Center) เดินมาบอกว่า…
● สิ่งที่เขาขอ (Want)
"อยากได้ปุ่มค้นหาข้อมูลด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก"
• BA แบบ Order Taker: รับมา เขียนสเปก ส่ง Dev ทำ
• ได้ปุ่มตามขอ แต่ Call Center ยังต้องพิมพ์ 13 หลักอยู่ดี
• ปัญหาเดิมไม่ถูกแก้ → มี Request ใหม่ตามมาอีก
● วิธีแบบ BA มือโปร (Need)
• ขุดทีละชั้น: Why 1 "ทำไมถึงต้องค้นหา?" → Why 2 "ค้นหาตอนไหน?" → Why 3 "ตอนนี้เสียเวลาตรงไหน?"
• พบปัญหาจริง: Call Center เสียเวลาพิมพ์เลข 13 หลักของลูกค้าทุกครั้งที่รับสาย
• เสนอโซลูชัน: Auto-Pop Up สรุปข้อมูลลูกค้าขึ้นมาทันทีที่รับสาย
ผลลัพธ์: ได้ระบบที่แก้ปัญหาการทำงานของ Call Center ได้จริง ลดเวลาคุยต่อสาย และไม่ต้องเสียเวลาทำปุ่มค้นหาแบบ Manual ตามที่ขอมาตอนแรก
Module 2 · Roles
13 / 37
Dev ควรคุยกับใคร เมื่อไหร่?
Role Matching Guide — เจอสถานการณ์แบบนี้ ให้หาคนที่ใช่
Role Matching
Requirement ไม่ชัดเจน
BA
แปลง Business Need → User Story
Feature ไหนทำก่อน?
PO
เป็นคนตัดสินใจ Priority
Deadline / Timeline เลื่อน
PM
บริหาร Timeline & สื่อสาร Stakeholder
ติดปัญหา / Blocker
Scrum Master
แก้ไข Impediment ให้ทีม
งานเสร็จ ใครต้อง Accept?
PO
Review & Accept/Reject ใน Sprint Review
Process มีปัญหา
Scrum Master
หยิบขึ้นมาคุยใน Retrospective
Module 2 · Wrap-up
14 / 37
สรุป 3 หมวด · 3 คำถามที่ต้องถามตัวเอง
แผ่นเดียวสำหรับแปะไว้ข้างจอ
บทบาท
โฟกัส
คำถามประจำตัว
ถ้าขาดไป จะพังแบบไหน
PM
Execution & Alignment
"ใครทำ เสร็จเมื่อไหร่ และทำไปทำไม?"
งานเสร็จช้า ต้องคอยตามจี้ และทีมหยุดรอคำสั่งทุกครั้งที่เจอปัญหา
PO
Value & Prioritization
"สิ่งนี้คุ้มที่จะทำตอนนี้ไหม?"
ทำครบทุกอย่าง แต่ปล่อยช้า และของที่ปล่อยออกไปไม่มีใครใช้
BA
Problem & Clarity
"นี่คือปัญหาจริง หรือแค่วิธีแก้ที่เขานึกออก?"
สร้างตามที่ขอเป๊ะ แต่ไม่ได้แก้ปัญหา และเถียงกันตอนตรวจรับงาน
Key Takeaway: ทั้ง 3 บทบาทใช้ทักษะเดียวกันคือ "การถามคำถามที่ถูก ก่อนลงมือ" — PM ถามเรื่องเวลาและเป้าหมาย, PO ถามเรื่องคุณค่าและลำดับ, BA ถามเรื่องปัญหาที่แท้จริง
เริ่มพรุ่งนี้ด้วยข้อเดียว: งานถัดไปที่คุณสั่งหรือรับมา ลองเติม Intent เข้าไป แล้วดูว่าบทสนทนาเปลี่ยนไปแค่ไหน
Module 3 · Sprint
15 / 37
Sprint Overview
กรอบเวลา 1-4 สัปดาห์ที่ทีมทำงานจนได้ผลลัพธ์ที่ส่งมอบได้ (Increment)
Agile Sprint Lifecycle
Planning
Day 1
Development
Day 1-10
Review
Last Day
Retro
Last Day
เมื่อวาน
  • ทำอะไรเสร็จ?
วันนี้
  • จะทำอะไร?
Blocker
  • ติดปัญหาอะไร?
Module 3 · Sprint
16 / 37
Sprint Ceremonies
Review, Demo & Retrospective — ปิด Sprint ให้สมบูรณ์

Sprint Review / Demo

จุดประสงค์
  • โชว์ผลงานที่ทำเสร็จในรอบ Sprint
  • รับ Feedback จาก Stakeholder
  • PO Accept / Reject แต่ละ Story
ใครเข้าร่วม
  • Dev Team — Demo ผลงาน
  • PO — Accept/Reject
  • Stakeholder — ดู & Feedback

Retrospective

😊 What went well?
  • อะไรทำได้ดีใน Sprint นี้
  • ทีมร่วมมือกันดีตรงไหน
😟 What went wrong?
  • ปัญหาที่เจอ / สิ่งที่ไม่เวิร์ค
  • Blocker หรือ Communication gap
What to improve?
  • Action Item สำหรับ Sprint หน้า
  • ปรับ Process อย่างไร
Module 4 · Documents
17 / 37
User Flow & User Story
แปลงความต้องการของผู้ใช้ให้เป็นเอกสารที่ทีมเข้าใจตรงกัน
เปิด App
กรอก Email
กรอก Password
กด Login
หน้า Home
As a [ประเภทผู้ใช้]
I want to [สิ่งที่ต้องการทำ]
So that [ผลลัพธ์ที่คาดหวัง]
ตัวอย่าง: As a new user, I want to register with email, so that I can access the platform
Module 4 · Documents
18 / 37
Acceptance Criteria
Given / When / Then — เงื่อนไขที่ชัดเจนว่า "เสร็จ" คืออะไร
Given สถานการณ์เริ่มต้น (Context)
When ผู้ใช้ทำ Action อะไร
Then ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
Case 1 · Login สำเร็จ (Happy Path)
Given ผู้ใช้อยู่หน้า Login When กรอก email & password ที่ถูกต้อง แล้วกด Login Then ระบบพาไปหน้า Dashboard + แสดงชื่อผู้ใช้
Case 2 · Login ไม่สำเร็จ (Error Path)
Given ผู้ใช้อยู่หน้า Login When กรอก password ผิด แล้วกด Login Then แสดง error "Invalid credentials" + ไม่เปลี่ยนหน้า
"ระบบต้องเร็ว"
วัดไม่ได้ — เร็วแค่ไหนถึงเรียกว่าเร็ว?
"หน้าค้นหาแสดงผลภายใน 2 วินาที เมื่อมีข้อมูล 10,000 รายการ"
มีตัวเลข + มีเงื่อนไข = QA กดผ่าน/ไม่ผ่านได้
"ทำระบบล็อกบัญชีเวลากรอกรหัสผิดบ่อยๆ"
บอก "งานที่ต้องทำ" ไม่ได้บอก "เกณฑ์ตรวจรับ"
Given กรอกรหัสผิดครบ 5 ครั้ง When กด Login ครั้งที่ 6 Then ล็อกบัญชี 15 นาที + ส่งอีเมลแจ้งเจ้าของบัญชี
ระบุตัวเลขและผลลัพธ์ครบ ไม่ต้องเดา
"หน้าจอต้องใช้งานง่าย สวยงาม"
เป็นความรู้สึก — แต่ละคนตัดสินไม่เหมือนกัน
"ผู้ใช้จองห้องประชุมสำเร็จได้ภายใน 3 คลิก จากหน้าแรก"
เปลี่ยนความรู้สึกเป็นพฤติกรรมที่นับได้
เช็คด้วยคำถามเดียว: "ถ้า Dev ส่งงานมาพรุ่งนี้ เราจะกด ผ่าน / ไม่ผ่าน ด้วยอะไร?" — ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่า AC ข้อนั้นยังไม่ดีพอ
Example
19 / 37
ตัวอย่าง: ระบบจองห้องประชุม
Meeting Room Booking — ลองดูตัวอย่างการเขียน Objective, User Story, User Flow และ AC จากโปรเจคจริง
ระบบให้พนักงานค้นหาและจองห้องประชุมในออฟฟิศ รองรับการดูห้องว่าง จอง ยกเลิก/แก้ไข และ Admin จัดการห้อง
F1: ค้นหาห้องประชุม
ค้นหาห้องว่างตามวันที่ เวลา จำนวนคน อุปกรณ์
F2: จองห้องประชุม
จองห้อง กรอกรายละเอียด เพิ่มผู้เข้าร่วม ส่ง Email แจ้งเตือน
F3: ยกเลิก/แก้ไขการจอง
ยกเลิกหรือแก้ไขรายละเอียดการจอง มีเงื่อนไขเวลา
Example · F1
20 / 37
F1: ค้นหาห้องประชุม
Search Meeting Room — ค้นหาห้องว่างตามเงื่อนไข
ให้พนักงานค้นหาห้องประชุมที่ว่างตามวันที่ เวลา และเงื่อนไขที่ต้องการ เพื่อเลือกห้องที่เหมาะสมก่อนทำการจอง
• ค้นหาห้องว่างตามวันที่และเวลา เพื่อดูว่ามีห้องไหนใช้ได้
• กรองห้องตามจำนวนคนและอุปกรณ์ เพื่อเลือกห้องที่เหมาะสม
• เห็นเวลาแนะนำเมื่อไม่มีห้องว่าง เพื่อเลือกช่วงเวลาอื่นได้
กดปุ่ม "ค้นหาห้องว่าง" │ ▼ กรอกเงื่อนไข ├─ วันที่ (required) ├─ เวลาเริ่ม - สิ้นสุด (required) ├─ จำนวนคน (optional) └─ อุปกรณ์ (optional) │ ▼ กดค้นหา ├─ พบห้องว่าง → แสดงรายการ → เลือก → ไป F2 └─ ไม่พบ → แนะนำเวลาใกล้เคียง
แบบตาราง (Checklist)
1. วันที่ และ เวลา เป็น required ถ้าไม่กรอกแสดง error
2. ไม่สามารถเลือกวันที่ย้อนหลังได้
3. เวลาสิ้นสุด ต้อง > เวลาเริ่มต้น
4. ผลลัพธ์แสดงเฉพาะห้องว่าง + เปิดใช้งาน
5. ไม่มีห้องว่าง → แนะนำเวลาใกล้เคียง
แบบ Given / When / Then
Given ผู้ใช้อยู่หน้าค้นหา
When เลือกเวลาเริ่ม 14:00 สิ้นสุด 13:00
Then แสดง error "เวลาสิ้นสุดต้อง > เวลาเริ่ม"

Given ผู้ใช้เลือกวันที่ + เวลาที่ทุกห้องเต็ม
When กดค้นหา
Then แสดง "ไม่มีห้องว่าง" + แนะนำเวลาใกล้เคียง
📝 เปรียบเทียบ: ตาราง — สั้น อ่านเร็ว เหมาะ Sprint Planning & overview | แต่อาจตีความไม่ตรงกัน
Given/When/Then — ละเอียด QA นำไปทดสอบได้เลย รองรับ BDD automation | แต่เขียนนาน ยาวกว่า 3-5 เท่า
💡 ใช้ร่วมกันได้ — ตารางสำหรับ overview, Given/When/Then สำหรับ feature ที่ซับซ้อนหรือต้อง automate test
Example · F2
21 / 37
F2: จองห้องประชุม
Book Meeting Room — จองห้อง กรอกรายละเอียด แจ้งเตือนผู้เข้าร่วม
ให้พนักงานจองห้องประชุมที่ว่าง พร้อมระบุรายละเอียดและผู้เข้าร่วม เพื่อสำรองห้องและแจ้งเตือนทุกคน
• จองห้องที่ว่างพร้อมระบุหัวข้อและจำนวนคน เพื่อสำรองห้องไว้ใช้
• เพิ่มผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อให้ทุกคนได้รับแจ้งเตือน
• ตรวจสอบรายละเอียดก่อนยืนยัน เพื่อป้องกันการจองผิด
(จาก F1) เลือกห้องแล้ว │ ▼ กรอกรายละเอียด ├─ หัวข้อประชุม (required) ├─ จำนวนคน (required) ├─ เพิ่มผู้เข้าร่วม (optional) └─ หมายเหตุ (optional) │ ▼ Preview → ยืนยัน ├─ สำเร็จ → Booking ID + Email └─ ห้องถูกจอง → เลือกห้อง/เวลาอื่น
แบบตาราง (Checklist)
1. หัวข้อประชุม + จำนวนคน เป็น required
2. แสดง Preview ก่อนยืนยัน
3. จองสำเร็จ → แสดง Booking ID + ส่ง Email
4. ห้องถูกจองไปแล้ว (race condition) → error + เสนอทางเลือก
5. คนเกินความจุ → warning แต่ยังจองได้
แบบ Given / When / Then
Given เลือกห้อง A ที่ว่าง
When กรอกหัวข้อ "Weekly Standup" + กดยืนยัน
Then จองสำเร็จ แสดง Booking ID + ส่ง Email

Given มีคนจองห้องเดียวกันไปก่อน
When กดยืนยัน
Then แสดง "ห้องถูกจองแล้ว" + เสนอห้อง/เวลาอื่น
📝 เปรียบเทียบ: ตาราง — สั้น อ่านเร็ว เหมาะ Sprint Planning & overview | แต่อาจตีความไม่ตรงกัน
Given/When/Then — ละเอียด QA นำไปทดสอบได้เลย รองรับ BDD automation | แต่เขียนนาน ยาวกว่า 3-5 เท่า
💡 ใช้ร่วมกันได้ — ตารางสำหรับ overview, Given/When/Then สำหรับ feature ที่ซับซ้อนหรือต้อง automate test
Example · F3
22 / 37
F3: ยกเลิก/แก้ไขการจอง
Cancel & Edit Booking — ยกเลิกหรือแก้ไขรายละเอียดที่จองไว้
ให้พนักงานยกเลิกหรือแก้ไขการจองที่มีอยู่ เพื่อปล่อยห้องว่างให้คนอื่นหรืออัปเดตข้อมูลเมื่อแผนเปลี่ยน
• ยกเลิกการจองที่ไม่ต้องการ เพื่อปล่อยห้องว่างให้คนอื่น
• แก้ไขรายละเอียดการจอง เพื่ออัปเดตเมื่อแผนเปลี่ยน
• เปลี่ยนเวลา/ห้อง เพื่อย้ายไปเวลาที่สะดวกกว่า
หน้า "การจองของฉัน" → เลือกรายการ │ ├─ กดยกเลิก │ ├─ ≥ 30 นาที → ยืนยัน → ยกเลิก → Email │ └─ < 30 นาที → ไม่ได้ → ติดต่อ Admin │ └─ กดแก้ไข ├─ ≥ 30 นาที → แก้ได้ทุก field │ └─ เปลี่ยนห้อง/เวลา → เช็คว่าง └─ < 30 นาที → แก้ได้เฉพาะหัวข้อ
แบบตาราง (Checklist)
1. ยกเลิกได้เฉพาะก่อนเริ่ม ≥ 30 นาที
2. < 30 นาที → error + แนะนำติดต่อ Admin
3. ยกเลิกสำเร็จ → ห้องว่างทันที + Email แจ้ง
4. แก้ไข ≥ 30 นาที → แก้ได้ทุก field
5. แก้ไข < 30 นาที → แก้ได้เฉพาะหัวข้อ + หมายเหตุ
แบบ Given / When / Then
Given จองห้อง A เวลา 14:00 ปัจจุบัน 12:00
When กดยกเลิก + ยืนยัน
Then ยกเลิกสำเร็จ ห้องว่างทันที + Email

Given จองห้อง A เวลา 14:00 ปัจจุบัน 13:45
When กดยกเลิก
Then error "เหลือน้อยกว่า 30 นาที" + แนะนำ Admin
📝 เปรียบเทียบ: ตาราง — สั้น อ่านเร็ว เหมาะ Sprint Planning & overview | แต่อาจตีความไม่ตรงกัน
Given/When/Then — ละเอียด QA นำไปทดสอบได้เลย รองรับ BDD automation | แต่เขียนนาน ยาวกว่า 3-5 เท่า
💡 ใช้ร่วมกันได้ — ตารางสำหรับ overview, Given/When/Then สำหรับ feature ที่ซับซ้อนหรือต้อง automate test
Mini Workshop
23 / 37
Mini Workshop: เขียน User Flow & AC
แบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน ทำทั้ง 3 ฟีเจอร์ เขียน Objective / User Story / User Flow / AC ใน FigJam
1. เข้าสู่ระบบ (Login)
ผู้ใช้ Login ด้วย Email + Password
เงื่อนไข:
• มีปุ่ม "ลืมรหัสผ่าน"
• รองรับ Remember Me
2. สมัครสมาชิก (Register)
ผู้ใช้สมัครสมาชิกใหม่
เงื่อนไข:
• กรอก ชื่อ, Email, Password
• ยืนยันตัวตนผ่าน OTP 6 หลัก ส่งไปทาง Email
• OTP หมดอายุใน 5 นาที กดส่งซ้ำได้
3. ออกจากระบบ (Logout)
ผู้ใช้ Logout ออกจากระบบ
เงื่อนไข:
• มี Confirmation dialog ก่อน Logout
• Logout แล้ว clear session ทุก device
• Session หมดอายุอัตโนมัติหลัง 30 นาที
สิ่งที่ต้องเขียน
1. Objective — เป้าหมายของฟีเจอร์ (1-2 ประโยค)
2. User Stories — ผู้ใช้ต้องการทำอะไร เพื่ออะไร
3. User Flow — วาด flow ตั้งแต่ต้นจนจบ
4. Acceptance Criteria — เลือก format ที่ถนัด (ตาราง หรือ Given/When/Then)
FigJam Board
ทำงานใน FigJam ที่ลิงก์นี้:

figma.com/board/.../Management-for-Developers
Checklist
☐ แบ่งกลุ่ม 3 คน ทำทั้ง 3 ฟีเจอร์
☐ เขียน Objective + User Stories
☐ วาด User Flow ครบทุก step
☐ เขียน AC อย่างน้อย 3 ข้อ
Module 4 · Documents
24 / 37
Definition of Ready & Done
DoR = พร้อมเริ่มทำ · DoD = ทำเสร็จจริงๆ — สองด่านที่ทีมต้องตกลงกัน

Definition of Ready (DoR)

☐ User Story เขียนตาม format
☐ Acceptance Criteria ครบ
☐ ผ่าน INVEST Criteria
☐ Estimate แล้ว (Story Points)
☐ ไม่มี dependency ที่ยังไม่ resolve
☐ UI/UX Design พร้อม (ถ้ามี)
ถ้ายังไม่ Ready → ห้ามเข้า Sprint

Definition of Done (DoD)

☐ Code เขียนเสร็จ + Review แล้ว
☐ Unit Test ผ่าน
☐ AC ทุกข้อผ่าน
☐ Deploy ขึ้น staging ได้
☐ Document อัพเดตแล้ว
☐ PO Accepted
ถ้ายังไม่ Done → ห้ามนับว่าเสร็จ
Module 5 · Scope & Prioritization
25 / 37
PRD — Product Requirements Document
เอกสารหลักที่รวมทุกอย่าง: ปัญหา, Solution, Scope, Timeline
Problem & Goal
ปัญหาคืออะไร? ทำไมต้องทำ? KPI วัดความสำเร็จอย่างไร? Target Users คือใคร?
Solution & Scope
Feature ที่ต้องทำ (In-Scope) สิ่งที่ไม่ทำ (Out-of-Scope) User Stories ทั้งหมด
ช่องนี้เติมได้หลังจัดลำดับเสร็จ
Timeline & Release
Milestone แต่ละ Phase Release Plan ว่า Sprint ไหน Dependencies & Risks
Research
Draft PRD
Review
Approved
Sprint Planning
Module 5 · Scope & Prioritization
26 / 37
โครงสร้าง PRD — เขียนยังไงให้ครบ?
8 ส่วนหลักของ PRD ที่ดี — แต่ละส่วนมีอะไร และ Dev ต้องเช็คอะไร
1 Problem Statement / บทนำ
ปัญหาคืออะไร? ทำไมต้องทำ? สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
Dev เช็ค: เข้าใจ "ทำไม" ก่อน "ทำอะไร"
2 Vision & Goals / เป้าหมาย
วิสัยทัศน์ผลิตภัณฑ์ เป้าหมาย Phase 1 และ Success Metrics ที่วัดได้
Dev เช็ค: มี KPI ที่วัดได้จริงไหม?
3 Scope & Phases / ขอบเขต
ทำอะไรใน Phase นี้ / ไม่ทำอะไร (Out of Scope) / แผนเฟสถัดไป
Dev เช็ค: Out of Scope ชัดเจนไหม?
4 Target Users / กลุ่มเป้าหมาย
ใครใช้? มี Role อะไรบ้าง? แต่ละ Role ต้องการอะไร?
Dev เช็ค: User persona ชัดพอให้ออกแบบ UI ไหม?
5 Functional Requirements
FR-XX แต่ละตัว: วัตถุประสงค์ / ขอบเขต / นอกขอบเขต / Acceptance Criteria
Dev เช็ค: AC ครบไหม? มี Edge Case ไหม?
6 Non-Functional Requirements
Performance / Security / Scalability / Availability / Compliance (PDPA)
Dev เช็ค: มีตัวเลขวัดได้ไหม? ไม่ใช่แค่ "ต้องเร็ว"
7 Technical Architecture
Tech stack / Infrastructure / External Integration / Legacy systems
Dev เช็ค: เข้ากับระบบเดิมไหม? มี constraint ด้าน infra?
8 Constraints & Notes
ข้อจำกัด / Dependencies / Risks / สิ่งที่ต้องตัดสินใจเพิ่ม
Dev เช็ค: มี dependency ที่จะ block งานไหม?
⚠️ ถ้า PRD ขาดส่วนไหน — Dev ต้องถาม PO/BA ก่อนเริ่ม code
Module 5 · Scope & Prioritization
27 / 37
MoSCoW Prioritization
จัดลำดับความสำคัญของ Feature — Must, Should, Could, Won't
M
Must Have
ขาดไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าไม่มีคือ product ใช้งานไม่ได้
~60% ของ effort
S
Should Have
สำคัญแต่ไม่ใช่ critical
ถ้าเลื่อนได้ก็เลื่อน แต่ควรมี
~20% ของ effort
C
Could Have
Nice-to-have
ถ้ามีเวลาก็ทำ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
~20% ของ effort
W
Won't Have
ตกลงแล้วว่า ไม่ทำ ใน release นี้
อาจพิจารณาในอนาคต
Workshop 1
28 / 37
Workshop: MoSCoW — โปรเจคกลุ่มของคุณ
ลิสต์ Feature ทั้งหมด แล้วจัดลำดับว่าอะไรจะได้ทำใน Release นี้
โจทย์
ใช้ โปรเจคกลุ่มของตัวเอง โดยอิง Problem & Goal ที่เขียนไว้ใน PRD

1. List feature ทั้งหมดที่กลุ่มคิดออก
2. จัดแต่ละ Feature เข้า M / S / C / W
3. อธิบายเหตุผล — ทำไมจัดแบบนี้?
4. ตรวจสอบ: Must ≤ 60% หรือเปล่า?
5. นำเสนอต่อ "PO" (อาจารย์)
📤 ผลลัพธ์ที่ต้องได้
Feature ชุด Must / Should ที่ตกลงกันแล้วว่าจะทำใน Release นี้
→ เก็บไว้ใช้ต่อใน Workshop 2 ห้ามทิ้ง
เวลา
25 นาที — จัดลำดับ + เตรียมนำเสนอ
15 นาที — นำเสนอ + PO Feedback
5 นาที — สรุป & Debrief
Tips
Must ≤ 60% ของ effort ทั้งหมด
Won't ≠ ไม่สำคัญ แค่ "ยังไม่ใช่ตอนนี้"
ถ้าทุกอย่าง Must → ลองคิดใหม่!
Workshop 2
29 / 37
Workshop: แบ่ง Feature & เขียน User Story
45 นาที — หยิบ Feature ที่ตกลงจะทำจาก Workshop 1 มาแบ่งงาน แล้วลงรายละเอียด
โจทย์
📥 ใช้ของจาก Workshop 1: Feature ชุด Must / Should ที่ตกลงกันแล้ว

1. หยิบเฉพาะ Feature ที่เป็น Must / Should ออกมา (Could / Won't พักไว้ก่อน)
2. แบ่ง assign ว่าใครรับผิดชอบฟีเจอร์ไหน
3. แต่ละคนเขียน User Story + AC ในฟีเจอร์ที่ตัวเองได้รับ
4. วาด User Flow ของฟีเจอร์ที่รับผิดชอบ
✅ Checklist
☐ หยิบมาเฉพาะ Must / Should — ไม่เขียน Story ให้ของที่ไม่ได้ทำ
☐ ฟีเจอร์ที่หยิบมาถูก assign ครบทุกคน
☐ User Story ตาม As a / I want / So that
☐ AC ตาม Given / When / Then
☐ User Flow ครบทุก step ของฟีเจอร์
📤 ผลลัพธ์ที่ต้องได้
Backlog ที่พร้อมลง Jira — Story + AC + Flow ของทุก Feature ที่จะทำ
→ ใช้ต่อใน Workshop 3 Sprint Planning
Module 6 · Jira Guide
30 / 37
โครงสร้างงานใน Jira
จัดระเบียบงานเป็น 3 ระดับ — จากใหญ่ไปเล็ก
📦
Epic
ฟีเจอร์ใหญ่ ใช้เวลาหลายสัปดาห์
เช่น ระบบ Login
📋
Story (User Story)
งานมองจากมุมผู้ใช้ ทำเสร็จใน 1 Sprint
ในฐานะ... ฉันต้องการ...
Subtask
ขั้นตอนย่อยที่ต้องทำให้ Story เสร็จ
เช่น สร้าง UI, เขียน API
Module 6 · Jira Guide
31 / 37
ตัวอย่างโครงสร้าง — ระบบจองห้องประชุม
Epic → Story → Subtask จากตัวอย่างที่เรียนมา
📦 Epic: ค้นหาและจองห้องประชุม
📋 Story: พนักงานค้นหาห้องว่าง
✅ Subtask: สร้าง UI หน้าค้นหา + filter
✅ Subtask: เขียน API search rooms
✅ Subtask: เขียน unit test
📋 Story: พนักงานจองห้องที่ว่าง
✅ Subtask: สร้าง UI ฟอร์มจอง
✅ Subtask: เขียน API create booking
✅ Subtask: จัดการ race condition
✅ Subtask: ส่ง email ยืนยัน
📦 Epic: จัดการการจอง
📋 Story: พนักงานยกเลิกการจอง
✅ Subtask: สร้าง UI รายการจองของฉัน
✅ Subtask: เขียน API cancel booking
✅ Subtask: เช็คเงื่อนไข ≥30 นาที
📋 Story: พนักงานแก้ไขการจอง
✅ Subtask: สร้าง UI แก้ไขข้อมูล
✅ Subtask: เขียน API update booking
✅ Subtask: แยก logic ≥30 นาที vs <30 นาที
Module 6 · Jira Guide
32 / 37
กฎพื้นฐานสำหรับทีม
5 ข้อตกลงที่ทุกคนต้องทำตาม
1
ทุกคนต้องเขียน Story เอง
ห้ามรอ PO เขียนให้
2
อัปเดต Board ทุกวัน
ย้ายสถานะให้ตรงจริง
3
ไม่มีงานนอก Board
ทำอะไรต้องมี task
4
Comment แทนแชท
เก็บ log ใน Jira
5
Story ต้องมี AC
เพื่อให้รู้ว่า "เสร็จ" คืออะไร
Workshop 3
33 / 37
Workshop: Sprint Planning Simulation
60 นาที — ใช้ Backlog จาก Workshop 2 จำลอง Sprint Planning จริงบน Jira / Asana
Review Backlog
Set Sprint Goal
Estimate (Poker)
Commit Stories
บทบาท
PO — 1 คน (อาจารย์ / เพื่อน)
SM — 1 คน (facilitate)
Dev — 3-4 คน (estimate & commit)
กติกา
Sprint = 2 สัปดาห์
Team Velocity = 30 SP
ห้ามเอางานเกิน Velocity!
เวลา
10 นาที — PO อธิบาย Backlog
25 นาที — Planning Poker
15 นาที — Commit + สร้าง Board
10 นาที — Debrief
Closing
34 / 37
Key Takeaways
6 สิ่งสำคัญที่ Dev ควรจำกลับไป
Digital Product ต้อง Balance 3 ฝ่าย
Business + Design + Tech — ขาดฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่ง Product ก็ไม่สำเร็จ
เลือก Methodology ให้เหมาะกับบริบท
Scrum ≠ ดีที่สุดเสมอ — Waterfall ก็มีที่ทาง Kanban ก็เหมาะกับงานบางอย่าง
รู้จัก Role = สื่อสารได้ตรงจุด
PM ≠ PO ≠ BA — คุยกับคนที่ถูกต้อง ได้คำตอบที่ถูกต้อง
User Story + AC = ภาษากลาง
เขียนดี = ทีมเข้าใจตรงกัน ลด miscommunication ลดงานซ้ำซ้อน
Estimate ≠ Commitment
Story Points วัด "ความซับซ้อน" ไม่ใช่ "จำนวนชั่วโมง" — เป็นเครื่องมือช่วย plan
Retro = ทีมดีขึ้นได้ทุก Sprint
ไม่มีทีมไหน perfect ตั้งแต่แรก — Retrospective ช่วยให้ดีขึ้นทีละนิด
Closing
35 / 37
Action Items
สิ่งที่ควรทำหลังจบคอร์ส เพื่อนำไปใช้ได้จริง
สัปดาห์นี้
☐ ลอง Sprint Planning กับทีมจริง
☐ เขียน User Story 1 Feature ตาม format
☐ ตั้ง DoR / DoD กับทีม
เดือนนี้
☐ ทำ Retrospective หลังจบ Sprint
☐ ลอง MoSCoW กับ Backlog จริง
☐ ใช้ Planning Poker ใน Sprint Planning
เรียนรู้เพิ่ม
☐ อ่าน Scrum Guide (scrumguides.org)
☐ ลอง Jira / Asana / Linear
☐ ศึกษา Agile Manifesto
เป้าหมาย
☐ สื่อสารกับ PM/PO ได้ดีขึ้น
☐ เข้าใจ Sprint Ceremony ทุกขั้นตอน
☐ เขียน User Story ได้ด้วยตัวเอง
Bonus · Career Toolkit
36 / 37
AI Prompts Strategy — แปลงประสบการณ์เป็น HTML Resume
วิธีใช้: ยิงทีละ Prompt ตามลำดับ ในแชทเดียวกัน1 เกลาประสบการณ์ → 2 เพิ่มโปรเจกต์ → 3 แปลงเป็นไฟล์เว็บ
Prompt 1 · Content Transformation
งานเดิม → Transferable Skills (X-Y-Z)
คุณคือ Career Coach ที่เชี่ยวชาญการเขียนเรซูเม่สายเทคสำหรับคนย้ายสายงาน

ตำแหน่งเป้าหมายของฉัน: [Junior Project Manager]
สายงานเดิมของฉัน: [เช่น Sales / Call Center / บัญชี]

ประสบการณ์เดิมแบบดิบ (ยังไม่ได้เรียบเรียง):
"""
[วางประวัติงานเดิมของคุณตรงนี้]
"""

สิ่งที่ต้องการ:
1) วิเคราะห์ Transferable Skills ที่ตรงกับตำแหน่งเป้าหมาย
   (เช่น การประสานงานหลายฝ่าย การจัดลำดับความสำคัญ
    การสื่อสารกับ Stakeholder การวิเคราะห์ข้อมูล)
2) เขียนใหม่เป็น bullet 4-6 ข้อ ด้วยสูตร X-Y-Z:
   "Accomplished [X] as measured by [Y], by doing [Z]"
   - ขึ้นต้นด้วย Action Verb
   - ใส่ตัวเลขให้ได้มากที่สุด
   - หลีกเลี่ยงคำลอย เช่น "มีความรับผิดชอบสูง"
3) ถ้าข้อมูลไม่พอจะใส่ตัวเลข ให้ถามฉันกลับเป็นคำถาม
   ห้ามแต่งตัวเลขขึ้นมาเองเด็ดขาด
4) เขียน Professional Summary 3 บรรทัด อธิบายว่าทำไม
   คนจากสายเดิมถึงเหมาะกับตำแหน่งนี้

ภาษา: ไทยเป็นหลัก คงศัพท์เทคนิคเป็นภาษาอังกฤษ
Prompt 2 · Class Project Integration
งานในคลาส → Key Projects
ต่อจากเดิม ช่วยเพิ่มโปรเจกต์ที่ฉันทำในคลาสเรียน
ให้กลายเป็นหัวข้อ "Key Projects" ในเรซูเม่

รายละเอียดโปรเจกต์ (ดิบ):
"""
ชื่อโปรเจกต์ / โจทย์ที่ได้รับ:
บทบาทของฉัน:
กระบวนการและเครื่องมือที่ใช้:
ชิ้นงานที่ทำออกมา:
ผลลัพธ์หรือสิ่งที่ค้นพบ:
"""

ข้อกำหนด:
1) ตั้งชื่อโปรเจกต์ให้ดูเป็นมืออาชีพ + ระบุ Role และระยะเวลา
2) เขียน 3-4 bullet ตามลำดับ:
   Problem (โจทย์ธุรกิจ) → Action (สิ่งที่ฉันลงมือทำ /
   framework ที่ใช้) → Result / Insight
3) ระบุ Deliverable ที่จับต้องได้ เช่น User Story +
   Acceptance Criteria, Product Backlog, Flowchart,
   Wireframe, Prioritization Matrix
4) ห้ามเขียนให้เข้าใจผิดว่าเป็นงานให้ลูกค้าจริง
   ให้ใช้คำตรงไปตรงมา เช่น "Course Project" หรือ
   "Simulated Business Case" แต่เรียบเรียงอย่างมืออาชีพ
5) แนะนำ Keyword สำหรับระบบ ATS ของตำแหน่ง [PM/PO/BA]
   ที่ควรแทรกเพิ่มในเรซูเม่
Prompt 3 · HTML Generator
เนื้อหาทั้งหมด → index.html
ช่วยสร้างเรซูเม่แบบ Single-Page HTML จากเนื้อหาทั้งหมด
ที่เราเรียบเรียงกันไว้ด้านบน

ข้อกำหนดทางเทคนิค:
1) ไฟล์เดียวจบ ชื่อ index.html เขียน CSS ไว้ใน <style>
   ห้ามใช้ไฟล์ภายนอกหรือ framework ใด ๆ
2) ดีไซน์: สะอาด อ่านง่าย โทนมืออาชีพ
   ใช้สีหลัก 1 สี + โทนเทา ฟอนต์รองรับภาษาไทย
   เว้นวรรคโปร่ง อ่านสบายตา
3) Responsive อ่านได้ทั้งบนมือถือและจอคอมพิวเตอร์
4) ใส่ @media print ให้พิมพ์ลงกระดาษ A4 ได้พอดี
   และ Save as PDF ออกมาสวย
5) โครงสร้างหัวข้อตามลำดับ:
   - ชื่อ + ตำแหน่งเป้าหมาย + ช่องทางติดต่อ + LinkedIn
   - Professional Summary
   - Key Projects
   - Work Experience
   - Skills & Tools
   - Education & Certificates
6) ใส่ <title> และ meta description ให้เหมาะกับการแชร์ลิงก์
7) ส่งออกมาเป็นโค้ดเต็มไฟล์เดียว ที่ก็อปวางแล้วใช้ได้ทันที
Thank You!
ขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วม — หวังว่าจะนำไปใช้ในการทำงานจริงได้
Q&A
Feedback
User Flow
ตัวอย่าง PRD — ระบบจองห้องประชุม
1 Problem Statement / บทนำ
พนักงานในองค์กรต้องจองห้องประชุม แต่ระบบปัจจุบัน (walk-in / โทรจอง / spreadsheet) ทำให้เกิดปัญหาจองซ้อน ไม่รู้สถานะห้องว่าง ยกเลิกยาก เสียเวลาเฉลี่ย 15 นาที/ครั้ง และเกิด conflict 3-5 ครั้ง/สัปดาห์
2 Vision & Goals / เป้าหมาย
Vision: ระบบจองห้องประชุมออนไลน์ที่ช่วยให้พนักงานจองได้ภายใน 1 นาที โดยไม่มี conflict

Goals Phase 1:
• ลดเวลาจอง 15 นาที → ≤ 1 นาที
• ลด booking conflict ลง 90%
• รองรับ 500 พนักงาน ภายใน 3 เดือนหลัง launch
3 Scope & Phases / ขอบเขตและเฟส
Phase 1 (MVP):
• FR-01 สมัครสมาชิก (Register)
• FR-02 เข้าสู่ระบบ (Login / SSO)
• FR-03 ค้นหาห้องประชุม (Search Room)
• FR-04 จองห้องประชุม (Book Room)
• FR-05 ยกเลิก/แก้ไขการจอง (Cancel/Edit)
• FR-06 ออกจากระบบ (Logout)
• Email Notification

Phase 2:
• Recurring booking (จองรายสัปดาห์/รายเดือน)
• Calendar integration (Outlook/Google Calendar sync)
• Room utilization dashboard
• Admin advanced reports

Future:
• IoT sensors (ตรวจจับการใช้งานจริง)
• Visitor management
• Catering/Equipment booking
• Mobile app (native)

Out of Scope (ทุก Phase):
• Video conferencing integration
• Parking management
4 Target Users / กลุ่มเป้าหมาย
พนักงานทั่วไป: จองห้อง, ดูห้องว่าง, ยกเลิก/แก้ไข
Admin/Receptionist: จัดการห้อง, override booking, ดูรายงาน
ผู้บริหาร: ดู utilization report (Phase 2)
5 Functional Requirements (ตัวอย่าง FR-03)
FR-03 ค้นหาห้องประชุม (Search Meeting Room)

วัตถุประสงค์: ให้พนักงานค้นหาห้องว่างตามวันที่ เวลา ความจุ และสถานที่ได้แบบ real-time

ขอบเขตในรุ่นนี้:
• กรองตาม: วันที่, ช่วงเวลา, ความจุขั้นต่ำ, ชั้น/อาคาร
• แสดงผล real-time พร้อมสถานะว่าง/ไม่ว่าง
• แสดงรายละเอียดห้อง: ชื่อ, ความจุ, อุปกรณ์ (โปรเจกเตอร์, whiteboard)

นอกขอบเขตในรุ่นนี้:
• AI แนะนำห้องที่เหมาะสม — Phase 2
• แผนที่แสดงตำแหน่งห้อง — Phase 2

Acceptance Criteria:
• เลือกวันที่ 20 มี.ค. 10:00-11:00 ความจุ ≥10 → แสดงเฉพาะห้องตรงเงื่อนไข
• ห้องถูกจองแล้ว → สถานะ "ไม่ว่าง" กดจองไม่ได้
• ไม่กรอกเงื่อนไข → แสดงห้องทั้งหมดเรียงตามชั้น
• ผลลัพธ์แสดงภายใน ≤ 2 วินาที
* ทุก FR (01-06) เขียนโครงสร้างเดียวกัน: วัตถุประสงค์ / ขอบเขต / นอกขอบเขต / AC
6 Non-Functional Requirements
Performance: API response ≤ 2s, Page load ≤ 3s
Availability: 99.5% uptime (business hours)
Security: SSO via Azure AD, Role-based access control
Scalability: รองรับ 500 concurrent users
PDPA: เก็บเฉพาะชื่อ-อีเมลองค์กร ไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกินจำเป็น
7 Technical Architecture / สถาปัตยกรรม
Frontend: React + Next.js
Backend: Node.js + Express
Database: PostgreSQL
Auth: Azure AD SSO
Email: SendGrid
Hosting: Azure App Service
8 Constraints & Notes / ข้อจำกัด
• ต้อง integrate กับ Outlook Calendar ใน Phase 2 — ออกแบบ data model ให้รองรับตั้งแต่ Phase 1
Race condition: 2 คนจองห้องเดียวกันพร้อมกัน → ใช้ optimistic locking
Business rule: ยกเลิกได้ก่อนเวลาจอง ≥ 30 นาที เท่านั้น
• ระบบต้องรองรับ multi-building ตั้งแต่ Phase 1